Bid Strategy คืออะไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับแคมเปญคุณ

Bid Strategy ใน Google Ads มีแบบไหนบ้าง ควรใช้ Maximize Conversions หรือ Target CPA เมื่อไร พร้อมสิ่งที่เปลี่ยนหลัง 17 ส.ค. 2026 และลำดับเช็กก่อนตั้ง Target
Picture of Apiwat Chaleamjit
Apiwat Chaleamjit

Founder - Digi Era

bid-strategy-cover-v2

หลายคนที่ยิง Google Ads เองน่าจะเคยเจอแบบนี้ เปิดแคมเปญมาได้สักพัก ระบบเด้งคำแนะนำขึ้นมาว่าให้เปลี่ยน bid strategy เป็น Target CPA พอกดเปลี่ยนตาม ยอดกลับหาย ค่าคลิกแพงขึ้น หรือบางทีตัวเลข Conversion ดูดีมาก แต่ฝ่ายขายบอกว่าไม่เห็นมีลูกค้าเข้ามาเลย ซึ่งจากที่ Digi Era ดูบัญชีมา ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัว Bid Strategy แต่อยู่ที่ข้อมูลที่เราป้อนให้มัน

บทความนี้จะพาไปดูว่า Bid Strategy คืออะไร และมีอะไรบ้างที่เปลี่ยนไปในปี 2026 รวมไปจนถึงก่อนจะเปลี่ยนเราควรที่จะตรวจสอบอะไรบ้าง เพื่อให้มีแคมเปญที่ดีขึ้น

Table of Contents

Bid Strategy คืออะไร?

Bid Strategy คือวิธีที่เราบอก Google Ads ว่าจะให้ตั้งราคาประมูลโฆษณาแบบไหน และอยากได้อะไรกลับมา ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคลิก การมองเห็น จำนวน Conversion หรือยอดขาย ตัวเลือกนี้เป็นตัวกำหนดว่าในทุกๆ ครั้ง เราจะยอมจ่ายเท่าไหร่เพื่อให้โฆษณาของเราขึ้นแสดง

ถ้าแบ่งแบบง่ายๆ Bid Strategy ใน Google Ads มีอยู่ 2 ฝั่ง ฝั่งแรกคือ Manual ที่เราตั้งราคาเองระดับคีย์เวิร์ด ฝั่งที่สองคือ ‘Smart Bidding’ ที่ให้ Google Ads ใช้ Machine Learning ปรับราคาในทุกการประมูลเองด้วย AI ซึ่งสิ่งที่ Smart Bidding ใช้เรียนรู้ก็คือ Conversion ที่เรานับให้มัน ถ้าเรานับผิด ระบบก็จะวิ่งไปหาสิ่งที่ผิด

Bid Strategy ใน Google Ads มีแบบไหนบ้าง?

Bid Strategy ใน Google Ads มีแบบไหนบ้าง?

ถ้าจัดกลุ่มตามสิ่งที่อยากได้ Bid Strategy ใน Google Ads แบ่งได้ 3 กลุ่ม

  • กลุ่มแรกคือเน้นคลิกและการมองเห็น ได้แก่ Manual CPC ที่เราตั้งราคาต่อคลิกเอง, Maximize Clicks ที่ให้ระบบหาคลิกให้มากที่สุดภายในงบ และ Target Impression Share ที่ให้ระบบพยายามแสดงผลตามสัดส่วนที่เราตั้ง เช่น อยากอยู่บนสุดของหน้า ซึ่งตัวนี้จะอ่านเข้าใจง่ายขึ้นถ้ารู้จัก Search Impression Share มาก่อน
  • กลุ่มที่สองคือเน้นจำนวน Conversion ได้แก่ Maximize Conversions ที่ให้ระบบหา Conversion ให้ได้มากที่สุดภายในงบ และถ้าใส่ต้นทุนต่อ Conversion ที่ต้องการลงไปด้วย ก็จะกลายเป็น Target CPA
  • กลุ่มที่สามคือเน้นมูลค่า ได้แก่ Maximize Conversion Value ที่ให้ระบบหายอดขายรวมให้สูงที่สุด และถ้าใส่ผลตอบแทนที่ต้องการลงไป ก็จะกลายเป็น Target ROAS

มีสองเรื่องที่บทความเก่าๆ หลายที่ยังไม่ได้อัปเดต เรื่องแรกคือ Enhanced CPC (ECPC) ถูกยกเลิกสำหรับ Search และ Display Campaign ตั้งแต่สัปดาห์วันที่ 24 มี.ค. 2025 แล้ว แคมเปญที่ไม่ได้ย้ายเองจะถูกเปลี่ยนเป็น Manual CPC ให้อัตโนมัติ ส่วนเรื่องที่สองคือช่วง มิ.ย. 2026 ทาง Google Ads เปลี่ยนชื่อในหน้าจอจาก “Maximize conversions with a Target CPA” เป็น “Target CPA” เฉยๆ (ฝั่ง ROAS ก็เปลี่ยนเหมือนกัน) ซึ่ง Google ยืนยันว่าเปลี่ยนแค่ป้ายชื่อ การทำงานเบื้องหลังเหมือนเดิมทุกอย่าง ส่วนถ้ามีหลายแคมเปญที่เป้าหมายเดียวกัน เราสามารถรวมไว้ใต้ ‘Portfolio Bid Strategy’ ให้ใช้ Target เดียวคุมพร้อมกันได้

ทำไม Digi Era ถึงเช็กคุณภาพ Conversion ก่อนเลือก Bid Strategy?

เวลาใช้ Smart Bidding ใน Google Ads ระบบจะพยายามหาสิ่งที่อยู่ในคอลัมน์ Conversions ให้ได้มากที่สุด ไม่ได้หาลูกค้าที่เราอยากได้ ถ้าสองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การเปลี่ยน Bid Strategy ก็ไม่ช่วยอะไรเลย

ตัวอย่างจากบัญชีธุรกิจรับติดตั้งรางน้ำฝนแบบ B2B ที่เราดูแลอยู่ ช่วง 20 ก.ย. 2025 ถึง 19 ก.ย. 2026 บัญชีนี้ใช้ Maximize Conversions เกือบทุกแคมเปญ ใช้งบไปประมาณ ฿612,000 ได้ Conversion 1,130 ครั้ง เฉลี่ยราว ฿542 ต่อ Conversion แต่พอแตกดูทีละ Conversion Action จะเห็นว่า 1,097 ครั้ง (ประมาณ 97%) คือการกดปุ่มแอด LINE ส่วนการกรอกฟอร์มมีแค่ 4 ครั้ง ช่วงนั้นเราไม่ได้เปลี่ยน Bid Strategy และมีบางแคมเปญถูกหยุดระหว่างปี ตัวเลขนี้จึงเป็นภาพรวม ไม่ใช่ผลก่อนและหลังการเปลี่ยนอะไร

ตัวเลข ฿542 จึงเป็นราคาต่อการกดแอด LINE ไม่ใช่ราคาต่อลีด ถ้าเราเอาตัวเลขนี้ไปตั้งเป็น Target CPA ตรงๆ ก็เท่ากับสั่งให้ระบบหาคนกดปุ่มให้ถูกลงอีก ในกรณีนี้ Digi Era เลือกที่จะหาทางวัดให้ลึกกว่าการกดปุ่มก่อน เช่น นับคนที่ทักแชตเข้ามาจริง แล้วค่อยคิดเรื่อง Target ทีหลัง

อีกบัญชีเป็นผู้ขายน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรมแบบ B2B ช่วงเวลาเดียวกัน ใช้งบประมาณ ฿158,700 ได้ Conversion 1,585 ครั้งจาก 3,928 คลิก หรือประมาณ 40% ของคลิกกลายเป็น Conversion และในแคมเปญ Brand สูงถึงราว 66% ซึ่งสำหรับ B2B ที่ต้องกรอกฟอร์มขอใบเสนอราคา ผมมองว่าตัวเลขนี้สูงจนต้องกลับไปเช็ก Tag ก่อน ยังไม่ชัวร์ว่าลูกค้าตั้งใจมาจริงหรือ Tag ยิงเกิน อีกจุดที่เจอคือบัญชีนี้มี Conversion Action ของฟอร์มเป็น Primary พร้อมกันถึง 3 ตัว ซึ่งถ้าฟอร์มเดียวถูกนับซ้ำ Smart Bidding ก็จะเห็นผลดีกว่าความจริง

ถ้าอยากทวนพื้นฐานว่าอะไรควรนับเป็น Conversion ลองอ่าน Conversion คืออะไร ก่อน และถ้าอยากให้ข้อมูลที่ส่งกลับไปแม่นขึ้น เรื่อง Enhanced Conversions ใน Google Ads ก็เป็นอีกอย่างที่ควรเช็ก

ถ้าไม่มี Conversion Value จะใช้ Target ROAS ใน Google Ads ได้ไหม?

คำตอบสั้นๆ คือไม่ควร เพราะ Target ROAS ใน Google Ads คำนวณจากมูลค่า Conversion หารด้วยค่าโฆษณา ถ้าทุก Conversion มีมูลค่าเป็น 0 ระบบก็ไม่มีอะไรให้เรียนรู้ ทั้งสองบัญชี B2B ข้างบนตั้งมูลค่า Conversion เป็น 0 ทั้งหมด ตัวเลือกที่เหลือจึงมีแค่ฝั่ง Maximize Conversions กับ Target CPA

ในทางกลับกัน บัญชีร้านขายเสื้อทีมฟุตบอลในยุโรปที่เราดูแล (ตอนนี้หยุดแคมเปญไปแล้ว) ส่งมูลค่ายอดขายจริงกลับไปจากทั้ง GA4 และหน้าร้าน ช่วงเดียวกันบัญชีนี้บันทึก Event ไว้ใน All Conversions ถึง 95,544 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Page View, View Item และ Add To Cart แต่ในคอลัมน์ Conversions ที่ Smart Bidding ใช้จริงมีแค่ 495.5 ครั้ง เพราะตั้ง Event พวกนั้นเป็น Secondary ไว้ และให้เฉพาะการซื้อเป็น Primary แบบนี้คือแยกได้ถูก ถ้าปล่อยให้ Add To Cart เป็น Primary ด้วย ROAS ที่ระบบเห็นก็จะเพี้ยนไปหมด

แต่บัญชีนี้ก็ยังมีจุดที่ต้องระวัง คือมีการซื้อจากสองแหล่งเป็น Primary พร้อมกัน (GA4 purchase กับ Purchase ของหน้าร้าน) ถ้าออร์เดอร์เดียวกันถูกนับทั้งสองทาง มูลค่าก็จะนับซ้ำ ก่อนตั้ง Target ROAS เราจะเช็กตรงนี้ก่อนเสมอ ส่วนถ้ายังไม่แน่ใจว่า GA4 ส่ง Conversion ไปยังไง อ่านต่อได้ที่ GA4 นับ Conversion อย่างไร

ต้องมี Conversion กี่ครั้งถึงควรตั้ง Target CPA หรือ Target ROAS?

ตรงนี้แต่ละแหล่งพูดไม่ตรงกัน ทาง Google Ads แนะนำให้ประเมินผล Target CPA จาก ข้อมูล 30 วันล่าสุดที่มี Conversion อย่างน้อย 30 ครั้ง ซึ่งเป็นกรอบสำหรับอ่านผล ไม่ได้เป็นเงื่อนไขว่าต้องมีครบก่อนถึงจะเปิดใช้ได้ ส่วนเลข 15 Conversion ต่อ 30 วันที่เห็นกันบ่อยในบทความต่างประเทศ Google ไม่ได้ใช้คำว่าต้องมี

อีกเรื่องคือช่วงเรียนรู้ Google บอกว่าหลังเปลี่ยน Bid Strategy หรือเปลี่ยน Target ระบบอาจใช้ประมาณ 50 Conversion หรือ 3 รอบ Conversion Cycle ถึงจะปรับตัวได้ ไม่ใช่ 7 วันเสมอไปอย่างที่หลายที่เขียน ถ้าบัญชีมี 20 Conversion ต่อเดือน ช่วงนี้อาจลากไปได้หลายเดือน

ผมเองใช้ 30 ครั้งต่อเดือนเป็นเส้นที่ต่ำที่สุดที่จะเริ่มเชื่อตัวเลข CPA ได้ ต่ำกว่านั้นยังใช้ Target ได้ แต่ต้องทำใจว่าผลจะเหวี่ยง และไม่ควรตัดสินอะไรจากแค่สัปดาห์เดียว

หลัง 17 ส.ค. 2026 Target CPA และ Target ROAS ทำงานต่างไปยังไง?

ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. 2026 แคมเปญ Google Ads ที่ใช้ Target CPA หรือ Target ROAS และติดสถานะ Limited by budget จะไม่ทำผลได้ดีกว่า Target ที่ตั้งไว้อีกแล้ว ตัวอย่างของ Google เองคือ ถ้าตั้ง Target CPA ไว้ 10 ดอลลาร์ แต่ของจริงได้ 5 ดอลลาร์ ระบบจะปรับให้ใกล้ 10 ดอลลาร์มากขึ้น การเปลี่ยนนี้ครอบคลุม Search, Shopping, Performance Max, Demand Gen, Display, Hotel และ Travel ส่วน Google จะไม่ปรับ Target หรืองบให้เอง แต่มีเครื่องมือ Bid Target Adjustment ให้ใช้ตั้งแต่ 6 ก.ค. 2026

เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกับการเปลี่ยนชื่อใน มิ.ย. นะครับ อันนั้นเปลี่ยนแค่ชื่อ อันนี้เปลี่ยนพฤติกรรมของระบบจริงๆ

ลองนึกถึงบัญชีร้านเสื้อฟุตบอลเดิม KPI ภายในที่เราตั้งไว้คือ ROAS 400% (4 เท่า) แต่ทั้งปีบัญชีทำได้ราว 18.9 เท่า (ตัวเลขนี้รวมแคมเปญ Brand ซึ่งดึงค่าเฉลี่ยขึ้นเยอะ) และแคมเปญ Brand หลักเสีย Impression Share เพราะงบไปราว 41% ถ้าวันหนึ่งเราเอา 400% ไปใส่เป็น Target ROAS ในแคมเปญที่งบไม่พอแบบนี้ หลังวันที่ 17 ส.ค. ระบบก็จะวิ่งเข้าหา 400% แทนที่จะรักษาผลตอบแทนที่สูงกว่าไว้

สื่อบางเจ้าบอกว่า Target ที่หลวมแบบนี้เป็นสิ่งที่ต้องแก้ แต่ Digi Era มองว่าไม่เสมอไป บางแคมเปญเราตั้งหลวมไว้โดยตั้งใจ เพื่อให้ระบบกล้าไปหาลูกค้าใหม่ ซึ่ง Joey Bidner ที่ Optmyzr อ้างถึงก็พูดไว้คล้ายกัน ประเด็นคือต้องรู้ว่าตั้งหลวมเพราะอะไร ไม่ใช่ปล่อยไว้เพราะไม่เคยเข้าไปดู

เลือก Bid Strategy ใน Google Ads แบบไหนดี?

ก่อนตัดสินใจ Digi Era เช็กตามลำดับนี้ทุกครั้ง อันนี้เป็นลำดับที่เราใช้เอง ไม่ใช่สูตรที่ Google ประกาศ

  1. คุณภาพ Conversion ดูว่าสิ่งที่อยู่ในคอลัมน์ Conversions คือสิ่งที่ธุรกิจอยากได้จริงไหม และมีอะไรนับซ้ำหรือเปล่า
  2. มูลค่า Conversion ดูว่ามีมูลค่าที่เชื่อได้ไหม ถ้าไม่มีก็ตัดฝั่ง ROAS ออกไปก่อน
  3. เลือก Target โดยใช้ตัวเลขจริงช่วงที่ข้อมูลนิ่งเป็นจุดเริ่ม ไม่ใช่ตัวเลขที่อยากได้
  4. ช่วงประเมินผล อย่างน้อย 30 วัน หรือนานพอให้ครบ Conversion Cycle ของธุรกิจ แล้วเทียบกับ ตัวเลขที่ต้องวัดใน Google Ads ที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก

ถ้าแคมเปญหาลีดได้ Conversion ประมาณ 18 ครั้งต่อเดือน และไม่มี Conversion Value ควรตั้ง Target CPA ไหม?

ถ้า 18 ครั้งนั้นเป็นลีดจริงที่ฝ่ายขายยืนยันได้ ให้อยู่กับ Maximize Conversions ต่อไปก่อน เพราะยังต่ำกว่ากรอบประเมิน 30 ครั้งของ Google ถ้าจำเป็นต้องคุมต้นทุนจริงๆ ค่อยใส่ Target CPA ที่ใกล้ตัวเลขจริง และยอมรอผลอย่างน้อย 2–3 เดือน แต่ถ้า 18 ครั้งนั้นเป็นการกดปุ่มโทรหรือแอด LINE เหมือนบัญชีรางน้ำฝนข้างบน ให้กลับไปแก้การวัดผลก่อน ยังไม่ต้องแตะ Target ส่วน Target ROAS ตัดออกไปได้เลยเพราะไม่มีมูลค่า

ถ้าร้านออนไลน์ติด Limited by budget มาตลอด และตั้ง Target ROAS ต่ำกว่าผลจริง ควรทำยังไงหลัง 17 ส.ค. 2026?

ให้เปิดเครื่องมือ Bid Target Adjustment ดูก่อนว่าผลจริงห่างจาก Target แค่ไหน ถ้าตั้งหลวมเพราะไม่เคยเข้าไปดู ให้ขยับ Target เข้าหาผลจริง ถ้าแคมเปญยังมีคนค้นหาที่ยังไม่ได้แสดงผลอีกเยอะ และมีงบพอ การเพิ่มงบอาจตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าตั้งหลวมเพราะอยากให้ระบบหาลูกค้าใหม่ ก็คงไว้ได้ แค่ต้องยอมรับว่า ROAS จะลงมาใกล้ Target มากขึ้น

สรุป

Bid Strategy คือการบอก Google Ads ว่าเราอยากได้อะไรจากการประมูล แต่ระบบจะเก่งได้แค่เท่ากับ Conversion ที่เรานับให้ ส่วนปี 2026 ต้องรู้ว่า ECPC หายไปแล้ว และ Target ที่ตั้งไว้มีผลจริงกว่าเดิมสำหรับแคมเปญที่งบไม่พอ

ถ้าคุณกำลังจะเปลี่ยนไปใช้ Target CPA เพราะระบบแนะนำ การตัดสินใจที่ควรทำก่อนคือ เปิดดูว่าในคอลัมน์ Conversions ของคุณนับอะไรอยู่บ้าง ถ้านับถูกค่อยเลือก Target ถ้านับผิด ต่อให้เลือก Bid Strategy ไหนก็ได้ผลผิดทิศเหมือนกัน

บทความนี้เขียนโดย

Picture of Apiwat Chaleamjit

Apiwat Chaleamjit

ผู้เชี่ยวชาญ Google Ads และ Performance Marketing กว่า 10 ปี วางระบบ Tracking และกลยุทธ์ที่เปลี่ยนงบโฆษณาให้เป็น ROI ที่วัดผลได้ ให้แบรนด์ชั้นนำกว่า 50 แบรนด์

เรื่องที่มีคนอ่านมากที่สุด

bid-strategy-cover-v2
Google Adwords
อภิวัฒน์ เฉลิมจิตร์

Bid Strategy คืออะไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับแคมเปญคุณ

Bid Strategy ใน Google Ads มีแบบไหนบ้าง ควรใช้ Maximize Conversions หรือ Target CPA เมื่อไร พร้อมสิ่งที่เปลี่ยนหลัง 17 ส.ค. 2026 และลำดับเช็กก่อนตั้ง Target

Read More »